คลีนซิ่ง ตัวไหนก็เช็ดเครื่องสำอางได้หมดจริงหรอ? เชื่อว่าสาวๆ หลายคนที่แต่งหน้าเป็นประจำคงจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจกันบ้างล่ะ เท่าที่ลองไปส่องกระจกตอนล้างหน้าก็เห็นว่าล้างออกได้หมดดีนี่นา แต่ทำไมยังมีปัญหาสิวอุดตันและสิวผดตามมาอีกก็ไม่รู้ วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันว่า คลีนซิ่งประเภทไหนเหมาะกับการใช้งานแบบใด และเหมาะกับสภาพผิวแบบไหนบ้างนั้น มาเริ่มต้นทำความเข้าใจไปด้วยกันนะคะ – คลีนซิ่ง

คลีนซิ่ง

ก่อนอื่นสาวๆ ควรรู้ไว้ว่าส่วนผสมหลักๆ ของเครื่องสำอางที่ช่วยให้ติดทน อยู่นานตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องขยันเติมนั้น มักจะมี ‘ซิลิโคน’ รวมอยู่ด้วยเสมอ ข้อดีของมันคือทำให้เครื่องสำอางที่เราใช้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ลื่น เกลี่ยง่าย ไม่มันเยิ้มหรือหลุดลอกระหว่างวัน แต่ข้อเสียคือหากทำความสะอาดไม่ดีพอ สิวอุดตันและปัญหาผิวอื่นๆ จะต้องถามหาอย่างแน่นอน ว่าแต่… คลีนซิ่งแบบไหนล่ะถึงจะจบปัญหานี้ได้?

หากจะลงลึกเรื่องคลีนซิ่งที่เช็ดเครื่องสำอางนั้น ต้องบอกว่าในปัจจุบันมีมากมายหลายรูปแบบ มีข้อดีข้อเสียและคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ทั้งคลีนซิ่งวอเตอร์ คลีนซิ่งออยล์ คลีนซิ่งเจล คลีนซิ่งบาล์ม หรือจะมาแบบคลีนซิ่งชีท อารมณ์คล้ายทิชชู่เปียกที่ชุบคลีนซิ่งไว้เป็นห่อๆ เหมาะสำหรับการเดินทางให้พกพาง่ายใช้สะดวก ก็สุดแล้วแต่จะเลือกใช้ให้แมทซ์กับตัวเอง ซึ่งการมีรูปแบบที่หลากหลายนั้น ก็เพื่อตอบโจทย์การใช้งานสำหรับการแต่งหน้าประเภทต่างๆ ซึ่งจะแบ่งได้ดังนี้

1.คลีนซิ่งวอเตอร์ หรือคลีนซิ่งน้ำ

คลีนซิ่งประเภทนี้จะพบเห็นได้ทั่วไป มีหลายแบรนด์ให้ได้เลือกใช้ รวมถึงสูตรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะแต่ละสภาพผิว ถือเป็นคลีนซิ่งที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะใช้ง่าย เพียงแค่เทลงบนสำลีแล้วเช็ดเครื่องสำอางออกได้เลยทันที สามารถทำความสะอาดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากเป็นเครื่องสำอางที่กันน้ำหรือล้างออกได้ยาก อาจจะเช็ดออกได้ไม่หมด เหมาะกับสาวๆ ที่แต่งหน้าในวันเบาๆ ไม่ได้ใช้เครื่องสำอางที่ซับซ้อนมากนั้น รวมถึงคนที่มีปัญหาเรื่องสิวหรือสภาพผิวมัน คลีนซิ่งน้ำเรียกว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะพวกนี้มักเป็นประเภท oil-free จึงไม่ทิ้งคราบความมันหลงเหลือบนใบหน้า ก่อปัญหากวนใจเพิ่มแน่นอนค่ะ

2.คลีนซิ่งออยล์ หรือคลีนซิ่งผสมน้ำมัน

เชื่อว่าหลายคนอาจจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง แค่นึกหน้าตาไม่ออกว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าบอกว่าคลีนซิ่งประเภทนี้ ก่อนใช้ต้องเขย่าเพื่อให้ส่วนผสมในขวดเข้ากัน อาจจะมีร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง เพราะคลีนซิ่งออยล์จะมีการแบ่งแยกชั้นของตัวคลีนซิ่งกับตัวน้ำมันอย่างชัดเจน เพื่อให้การทำความสะอาด เช็ดเครื่องสำอางออกได้อย่างหมดจด เราต้องใช้ตัวออยล์ผสมเข้ากับตัวคลีนซิ่งเพื่อทำความสะอาดเครื่องสำอางที่เช็ดทำความสะอาดได้ยาก หรือกันน้ำออกไป คลีนซิ่งประเภทนี้ตอบโจทย์สาวๆ ที่รักการแต่งหน้าแบบจัดหนักได้ดีมาก โดยเฉพาะสาวผิวแห้งรับรองว่าต้องกรี๊ดสุดๆ เพราะคลีนซิ่งออยล์จะไม่ทำให้หน้าของเราแห้งไปกว่าเดิม แต่ข้อควรระวังคือคราบมันต่างๆ ที่อาจจะตกค้างได้นะคะ

เนื้อครีม_Bwarin2

3.คลีนซิ่งเจล

ขยับความแปลกขึ้นมาอีกขั้นกับคลีนซิ่งที่มาในรูปแบบของเจลขุ่นๆ ใสๆ ที่เวลาใช้งานไม่ต้องเขย่าแล้ว แต่ต้องเอามือถูบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด ก่อนจะใช้สำลีเช็ดออก ซึ่งคลีนซิ่งเจลนั้นจะไม่ทิ้งคราบไว้เลย แต่เพราะมีส่วนผสมของน้ำมันมากในระดับหนึ่งเลย อาจจะไม่เหมาะกับสาวผิวมันสักเท่าไร แต่ถ้าสาวคนไหนที่แต่งหน้าไม่จัด และอยากได้คลีนซิ่งที่พร้อมจะบำรุงผิวหน้าไปด้วยล่ะก็ คลีนซิ่งเจลถือว่าตอบโจทย์ได้ดีเลยล่ะ

มาถึงตรงนี้แล้ว สาวผิวแพ้ง่ายอาจจะกำลังคิ้วขมวดว่าแล้วคลีนซิ่งแบบไหนล่ะที่เหมาะกับคนผิวบอบบางและแพ้ง่าย เอาจริงๆ คลีนซิ่งประเภทไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้นเพียงแค่ต้องเลือกให้ดี  พิจารณาถึงส่วนผสม หรือองค์ประกอบหลักของคลีนซิ่งสูตรนั้นๆ ว่ามีสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิวของเราได้ไหม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแต่ละแบรนด์มักจะมีสูตรเฉพาะแยกออกมาสำหรับสาวผิวแพ้ง่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องน้อยใจไป

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่ทำให้ผิวหน้าของเรามีสุขภาพดี ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งที่ขั้นตอนแรกเลย คือการทำความสะอาดผิวหน้าและล้างเครื่องสำอางได้หมดจด ดังนั้น หากรู้ว่าสิ่งไหนเหมาะกับเราจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพของสกินแคร์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนบำรุงผิวในสเต็ปต่อๆ มาก็จะง่ายขึ้นเพราะพื้นฐานผิวหน้าถูกปรับสภาพมาอย่างดี พร้อมเปิดรับส่วนผสมที่ช่วยบำรุงอย่างเต็มที่

เห็นไหมคะ ว่าการใส่ใจเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกใช้คลีนซิ่งสักขวดเนี่ย ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เอาเป็นว่าแต่งหน้าสวยๆ แล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนซิ่งที่ใช่ด้วยนะสาวๆ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก: อย่าหยุดสวย.com

LEAVE A REPLY