ผิวคล้ำเสีย อาจเป็นปัญหากวนใจที่มักเกิดขึ้นหลังผิวหน้าเผชิญกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ การดูแลผิวหน้าอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทางการแพทย์ในปัจจุบันอาจช่วยแก้ไขปัญหาหน้าหมองคล้ำให้ผิวหน้ากลับมาขาวใสได้ แต่ถ้าหากเรารู้จักการป้องกันก่อนที่จะเกิดก็คงจะดีกว่า จริงไหม – ผิวคล้ำเสีย

ผิวคล้ำเสีย

แสงแดด เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผิวหน้าและผิวกายของคุณสาวๆ ถูกทำร้ายจนผิวคล้ำเสีย โดยผิวหน้าเราจะเริ่มคล้ำเสียหลังจากที่แสงแดดเพียง 60 วินาที  และถ้าหากยังคงชะล่าใจไมยอมป้องกัน อาจจะเกิดปัญหาผิวคล้ำเสียสะสมได้ แสงแดด แสงไฟ ความร้อน ฝุ่น ควัน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้สีผิวของเราเปลี่ยนแปลงไป โดยการไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมา และเจ้าตัวเม็ดสีเมลานินนี้แหละค่ะที่เป็นตัวทำให้ผิวคนเราดำ คล้ำนั้นเอง ผิวหนังของเราประกอบด้วยเมลาโนไซต์ (melanocyte) ภายในมีเมลานินซึ่งอยู่ในเมลาโนโซม (melanosome) ซึ่งเป็นตัวผลิตเมลานิน เมลาโนไซต์จะส่งเม็ดสีเมลานิน (melanin) ไปยังเคราติโนไซต์ (keratinocyte) หรือชั้นขี้ไคล ที่จะทำให้เกิดเป็นสีผิวของเรานั้นเอง ซึ่งเจ้าเมลานินนี้มีอยู่ 3 แบบได้แก่
– Eumelanin เป็นเม็ดสีน้ำตาลดำคนที่มีผิวคล้ำจะมีเม็ดสีนี้มากกว่าคนผิวขาว
– Pheomelanin เป็นเม็ดสีแดงหรือเหลืองพบในคนขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ
– Mixed-melanin เป็นเม็ดทั้งยูเมลานิน และฟีโอเมลานิน ผสมกันอยู่พบกับบุคคลาที่มีผู้สีน้ำผึ้ง

จะเห็นได้เลยว่าแสงแดดและรังสีต่างๆ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวคล้ำเสียและเม็ดสีเราเปลี่ยนไปดังนั้นควรที่จะทาครีมกันแดดป้องกันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

 

แนวทางการเลือกครีมกันแดดอย่างถูกวิธี

1. สภาพผิว ก่อนอื่นดูเสียก่อนว่าผิวของตัวคุณเองนั้นมีสภาพเป็นแบบไหนกัน ผิวแห้งไหม หรือผิวหน้ามัน เพราะการเลือกลักษณะเนื้อครีมก็มีผลต่อประสิทธิภาพเช่นกัน

ผิวแห้ง : เนื้อครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

ผิวแพ้ง่าย : เนื้อเซรั่มหรือโลชั่นเนื้อบางเบา ต้องไม่แอลกอฮอลล์และไม่มีน้ำหอมผสม

ผิวมัน : เนื้อโลชั่น มากกว่าแบบครีมที่หนาและผสมน้ำมันมาก

2. ต้องมี SPF เป็นปกติอยู่แล้วเวลาที่เราจะไปซื้อครีมกันแดดสักตัวแทบจะทุกโปรดักซ์ก็จะเขียนว่ามี SPF15 บ้าง SPF30 หรือ SPF50 ก็มี แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าผิวเราต้องใช้ค่า SPF อยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ ซึ่งค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นตัวระบุระดับการปกป้องผิวจากรังสียูวีบี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตนี้ได้หลังจากทาครีมกันแดดแล้ว เช่น คนผิวขาวอมชมพูและผิวขาวเหลืองจะสามารถอยู่กลางแดดได้ประมาณ 10 นาที แล้วใช้กันแดดที่มี SPF 30 นั่นจะแปลได้ว่า เราสามารถอยู่กลางแดดหลังจากทากันแดดได้ 10×30 = 300 นาที หรือประมาณ 5 ชั่วโมงนั่นเอง แต่ว่ามันอาจจะลดลงไปกว่านี้ได้เช่นการซับหน้า หรือมีเหงื่อไหล เพราะฉะนั้นทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงจะดีที่สุด

ผิวคล้ำเสีย_Bwarin2

3. PA ต้องบวก ยังไม่พอ SPF แล้วยังมี PA และตามท้ายด้วยเครื่องหมายบวกอีก แล้วมันคืออะไรกันอีกล่ะเนี่ย มันคือค่าที่แสดงถึงคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ เป็นสาเหตุให้ผิวเราแก่ เหี่ยว ริ้วรอย ส่วนเครื่องเครื่องหมาย + ที่ตามหลังนั้นคือค่าความสามารถในการปกป้องผิว โดยวัดเป็นเท่าของการเกิดผิวคล้ำดำ โดยค่า PA จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ ดังนี้

  • PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 1-4 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้น้อย
  • PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 4-8 เท่าของผิวปกติ หรือป้องกันได้ปานกลาง (ทำงานในร่ม)
  • PA+++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า หรือป้องกันได้มาก (ทำงานกลางแดด)
  • PA++++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 16 เท่าขึ้นไป หรือป้องกันได้สูงมาก (ทำงานกลางแดดตลอดเวลา)

 

นอกจากรังสียูวีในแสงแดดที่เป็ฯเป็นตัวทำให้ผิวคล้ำเสียแล้วนั้น ยังมีรังสีที่มาจากหลอดไฟ แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่หน้าจอโทรศัพท์ที่เราใช้อยู่ทุกวัน ดังนั้นหลังการดูแลผิวแล้ว ก็อย่าลืมทากันแดดทั้งหน้าและตัวเป็นการสร้างเกาะป้องกันให้ผิวอีกชั้นด้วยนะ

LEAVE A REPLY