9 เทคนิครักษาสิวอักเสบ จัดการได้อยู่หมัดพร้อมสะบัดโชว์ผิวสวย

โอ๊ยเดี๋ยวขึ้นตรงโน้น ผุดตรงนี้ เจ็บไปหมดทั้งหน้าแล้วนะ แถมยังเป็นแล้วเป็นซ้ำ วนกลับมาเป็นได้อีก จากเรื่องสิวๆ กลายเป็นปัญหาโลกแตกได้ การเป็นสิวที่มีผลในทางลบต่อผิวหน้ามากที่สุดเลยล่ะ ยิ่งสิวอักเสบนะ ยิ่งลดทอนความมั่นใจจนอาจจะทำให้เสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปเลยทีเดียว แต่เมื่อเป็นแล้วก็ต้องมาหาทางรักษาสิวอักเสบกันเถอะ

เทคนิครักษาสิวอักเสบ

สิวอักเสบ คือ สิวที่เกิดอาการอักเสบบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง จนปรากฏอาการออกมาเป็นสิวลักษณะต่าง ๆ ที่มักก่อให้เกิดความเจ็บปวดหากสัมผัสโดนบริเวณนั้น

1.ห้ามบีบสิวอักเสบ ในการรักษาสิวอักเสบเมื่อใดก็ตามที่สิวเกิดขึ้นบนใบหน้า สิ่งที่ควรมากที่สุดก็คือ อย่าไปประหัตประหารเอาเป็นเอาตายกับมันด้วยการบีบเค้นอย่างรุนแรง เพราะมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง อย่างแรกเลยคือต้องดูให้ออกว่าตัวเป็นสิวประเภทใด เพื่อจะได้หาทางรับมืออย่างเหมาะสมและถูกวิธีสำหรับการรักษาสิวอักเสบ

2.ดูแลสิวอักเสบ หากสิวอักเสบที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและเป็นไม่มาก คุณแค่ดูแลรักษาความสะอาดบนใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อลดความมันบนใบหน้า ไม่ไปแกะ แคะ เกา หรือเอามือไปจับบ่อย ๆ จนทำให้แบคทีเรียมันตกลงไปในรูขุมขน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้สิวไม่อักเสบและระบมเพิ่มขึ้นได้แล้ว แต่ถ้าสิวอักเสบนั้นมีขนาดใหญ่ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาสิวอักเสบให้เป็นคนจัดการ ที่สำคัญคือต้องใจเย็น อย่าพยายามบีบมันออกเอง เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุทำให้สิวอักเสบมากขึ้น และทำให้สิวอุดตันรอบข้างอักเสบไปด้วย คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ เพราะจากสิวอักเสบเพียงเดียว มันก็จะกลายเป็นสิวอักเสบแผงใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันอยู่บนใบหน้าของเราทันที

3.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันๆ หรือของทอด ยิ่งสาวๆ ทานอาหารที่มีน้ำมัน หรือของทอดๆ เยอะขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณน้ำมันบนผิวหน้าของเราก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูปขุมขนจนเกิดเป็นสิว หรือสิวเสี้ยนได้ สาวๆ สามารถดูอาหารลดสิวได้ที่ กินลดสิว ต้องกินอะไร กินยังไง ป้องกันสิวและไม่ให้เกิดสิวอีก

รักษาสิวอักเสบ_Bwarin2

4.กินอาหารจำพวกผัก การที่เรากินอาหารจำพวกผักเยอะ จะไปช่วยให้ร่างกายของเรานั้นสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และนอกจากนั้นเรายังได้รับวิตามินต่าง ๆ ที่อยู่ในผัก ที่มาช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรง และยังช่วยลดไขมัน ไขมันสะสมไปด้วยในตัว

5.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สิวอักเสบไม่ได้มีแค่สาเหตุหลักอย่างแบคทีเรีย P. acne เพียงอย่างเดียวที่ตกลงไปในรูขุมขนจากการสัมผัสหรือรบกวนผิวหน้าจนทำปฏิกิริยากับสิวอุดตันแล้วกลายเป็นสิวอักเสบ แต่สิวอักเสบยังเกิดได้จากมลภาวะ การล้างหน้าไม่ถูกวิธี ความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย

6.ใช้ยารักษา เชื่อว่าใครก็ตามที่มองหาวิธีการรักษาสิวอักเสบ หลายคนคงเคยได้ยินยาทารักษาสิวที่ชื่อ Benzoyl perxiode เป็นยาที่ทาก่อนที่เราจะล้างหน้าประมาณ 5-30 นาที ตามความเข้มข้นของยาและระยะเวลาในการใช้งาน ในช่วงแรกๆ ควรจะเริ่มต้นที่ 5 นาทีเสียก่อนนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะทายาตัวนี้ลงไป อย่างน้อยก็ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดสักรอบก่อน หรือล้างเครื่องสำอางออกก่อนนะ เอาพวกสิ่งสกปรกออกไปบ้าง

7.ละลายหัวสิว วิธีการรักษาสิวอักเสบ อีกวิธีที่นิยมคือการใช้ยาละลายสิวอุดตัน Retinoic acid  เป็นสารสกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ ซึ่งสามารถลดสิวอุดตันได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว มีสรรพคุณช่วยละลายไขมันที่อุดตันให้อ่อนตัวและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ยาทาจำพวกนี้ก็มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้ผิวแห้ง แดง ลอกและไม่สามารถใช้กับสตรีตั้งครรภ์ได้ อีกทั้งการจะใช้ยากลุ่มนี้ก็ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังจะดีเสียกว่า ยาตัวนี้คล้ายกับเจ้าตัวยาทาก่อนล้างหน้ามีความเข้มข้นในระดับต่าง ๆ ยิ่งเข้มข้นมากก็ยิ่งละลายหัวสิวได้ดี แต่ก็ยิ่งทำให้ระคายเคืองได้มากขึ้นเช่นกัน อาจจะมีการทำให้สิวเห่อขึ้นมาบ้างแต่หลังจากใช้ได้สักพักเจ้าสิวพวกนี้ก็จะค่อย ๆ หลุดไปเอง

8.ยาสีฟันลดสิวอักเสบ เป็นสูตรง่าย ๆ เหมาะใช้ยามฉุกเฉิน หายาไม่ทันจริง ๆ ก็ให้คุณใช้ยาสีฟันมาแต้มลงบนหัวสิว พอตื่นมาก็จะพบว่าสิวที่สุกปลั่งเมื่อคืนจะแห้งจนพอให้เราสะกิดมันออกมาได้ แต่ถ้าสะกิดออกมาแล้วอย่าลืมทายาฆ่าเชื้อ รักษาความสะอาดและเตรียมรักษารอยสิวที่กำลังจะตามมาด้วยล่ะ

9.ไม่นอนดึกและอย่าอดนอน : สาวๆ บางคนมีความเชื่อที่ว่าจะนอนกี่โมงไม่สำคัญ เพียงแต่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก็เป็นพอซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด จากงานวิจัยส่วนใหญ่ นักวิจัยมักจะบอกเสมอว่าให้เรานอนตั้งแต่หัวค่ำ และให้ตื่นแต่เช้า เพราะช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืน อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะนอนครบชั่วโมงแต่ก็ยังคงไม่ดีต่อสุขภาพ อีกทั้งช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน เส้นเลือดของเราก็ตีบ ทำงานได้ไม่เป็นปกติ

 

และท้ายที่สุดเลยที่อยากจะย้ำเตือนอีกครั้งคือการดื่มน้ำ ควรทำให้ได้อย่างน้อย 8 แก้วต่อวันและรวมถึงการออกกำลังกายให้ร่างกายได้ขับสารพิษหรือของเสียออกมานะ เพื่อร่างกายและผิวพรรณที่กลับมาสวยใสกันเถอะ