“วังเวียง” อีก 1 Dream Destination ที่ควรไปให้ได้สักครั้งหากคุณเป็นสายชิลล์ ชอบธรรมชาติ หรืออยากจะหนีออกจากความวุ่นวายในเมืองหลวง หาที่พักผ่อนในช่วงหยุดยาว แต่ในทริปนี้เราจะเปลี่ยนแนวความคิดการเที่ยวแบบเดิมๆ ให้ตื่นเต้นขึ้นด้วยการแบ็คแพ็ค ไม่วางแผนล่วงหน้า เราจะไปที่ไหน เดินทางยังไง พักแบบไหน ทุกอย่างจะสดใหม่ หากคุณคิดว่ามีไลฟ์สไตล์เดียวกับเราแนะนำให้ลองดูสักครั้ง รับรองว่าสิ่งที่ได้รับ ได้พบเจอจากการแบ็คแพ็คหนนี้ จะเป็นความทรงจำครั้งใหม่ที่ไม่มีวันลืมแน่นอน

วังเวียง_Bwarin1

ทำไมต้อง “วังเวียง”

เหตุผลที่เราตัดสินใจไปวังเวียงก็เพราะ… เป็นเมืองเล็กๆ ที่เป็นทางผ่านไปยังหลวงพระบางหรือเวียงจันทน์ในอดีต ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ สวยงามทั้งน้ำตก แม่น้ำ ภูเขา ท้องนาและสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย จนได้สมญานามจากเหล่าผู้มาเยือนว่า “กุ้ยหลินเมืองลาว” ทำให้ในปัจจุบันเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป มาดูกันว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในสถานที่แสนพิเศษแห่งนี้ อะไรที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกพร้อมใจกันแพ็คกระเป๋าเดินทางอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง พร้อมแล้วก็เริ่มออกเดินทางได้เลย!

DAY : 1 

พวกเราจับรถไฟด่วนพิเศษแบบตู้นอนจากกรุงเทพฯ เที่ยวแรกสุด มาถึงหนองคายประมาณ 7.50 น. หน้าสถานีรถไฟจะมีรถสามล้อรับจ้างแต่ทุกคนเลือกที่จะเดินไปเข้า ตม. เพื่อข้ามไปสู่ประเทศลาว เราเดินทางโดยรถเมล์จาก ตม. เสียค่าโดยสารคนละ 15 บาท เพื่อนั่งไปจุดขออนุญาตเขียนคำร้องเข้าประเทศ (อ้อ! ต้องบอกก่อนว่าจุดเขียนคำร้องนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) จากนั้นพวกเรานั่งรถมินิแวนเพื่อไปยังจุดที่รถตู้จอดรอรับนักท่องเที่ยวที่จะไปวังเวียง โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 100 บาทไทย 

เราใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมงบนรถตู้ และแล้วก็ถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้นั่นคือ “วังเวียง” เราไม่รอช้ารีบเช็คอินที่ เวียงธารา วิลล่า โรงแรมระดับสามดาวแนวบูติคท่ามกลางทุ่งนา และมีวิวภูเขาให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ หลังเช็คอินเสร็จก็แยกย้ายกันพักผ่อน ตกเย็นพวกเรานัดกันออกมาเที่ยวตลาดคนเดิน เพราะที่พักของเราติดกับตลาดคนเดินแค่ไม่กี่ก้าว เรียกว่าสะดวกสบายสุดๆ ในเรื่องอาหารการกินก็มีให้เลือกเยอะมากกก เมื่อท้องอิ่มเลยถือโอกาสออกกำลังกายเล็กน้อยด้วยการเดินเซอร์เวย์ละแวกใกล้เคียง แต่ไม่ลืมแวะร้านของชำซื้อของกินมาตุนเล็กน้อย ก่อนกลับที่พักเพื่อตกลงกันว่าพรุ่งนี้เราจะไปไหนกันต่อดี? แถมพรุ่งนี้ต้องเช็คเอ้าท์ด้วย 

วังเวียง_Bwarin2

DAY : 2 

จากการทำการบ้านเมื่อคืน วันนี้เราได้พิกัดแล้วว่าจะแท็คทีมกันออกไปเที่ยวน้ำตก วิธีการเดินทางออกจะโลดโผนนิดหน่อยเพราะเราจะเช่ามอเตอร์ไซต์กัน! ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 80,000 กลีบ/วัน/คัน (ไม่รวมค่าน้ำมัน) โดยใช้พาสปอร์ตค้ำประกัน แต่ก่อนจะจับรถมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวเราเข้าไปเช็คอินที่ จำปาลาว ก่อนเพื่อเก็บสัมภาระ เหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะบรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัว พิกัดแรกของเราวันนี้เป็นเหมือนไฮต์ไลท์ของวังเวียงทีเดียวนั่นคือ บลู ลากูน เรียกว่าใครมาก็ต้องหลงรักแน่นอน

เราใช้เวลาเดินทางจากที่พักประมาณ 30 นาที บนถนนที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน แต่ต้องยอมแลกเพราะระหว่างทางเต็มไปด้วยวิวธรรมชาติทั้งภูเขา ทุ่งหญ้า และบ้านเรือนของชาวบ้านที่ยังคงความสวยงามแบบดั้งเดิมอยู่มาก พอมาถึงที่บลู ลากูน ต้องเสียค่าเข้าคนละ 40 บาทไทย แต่ถือว่าคุ้มมาก เชื่อว่าใครที่เคยมาที่นี่คงคิดเหมือนกัน เพราะน้ำใส เขียวสดเหมือนกับมรกต และยังมีถ้ำที่ภายในมีพระพุทธรูปให้สักการะขอพร นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้สำรวจถ้ำและมีบริการเช่าไฟติดหัว (ไฟส่งกบ) เพื่อนำทางอีกด้วย ถ้าลองได้มาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจะไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบลู ลากูน ถึงได้รับความนิยมมากๆ มีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมดทั้งเอเชียและยุโรป 

 

วังเวียง_Bwarin3

จริงๆ แล้ว บลู ลากูน มีหลายที่มาก ซึ่งแต่ละที่นั้นค่อนข้างไกลกันพอสมควร พวกเราจึงเที่ยวแค่ บลู ลากูน 1 เท่านั้น หลังโดดน้ำสำรวจถ้ำจนหนำใจแล้วก็ต้องออกมาเติมพลังกันหน่อย มื้อเที่ยงจึงไปจบลงด้วยเมนูง่ายๆ ที่ตลาดใกล้ๆ จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซค์ต่อไปที่ สะพานส้ม หรือสะพานแขวนที่มีสีส้มสะดุดตา ใครไม่หยุดเช็คอินถ่ายรูปตรงนี้ถือว่ามาไม่ถึง! ด้านล่างมีทางน้ำเล็กๆ ไหลผ่าน ใสและสะอาดมากสามารถลงไปเล่นได้ ซึ่งสะพานส้มนี้ทอดตัวยาวถึง ถ้ำจัง แลนด์มาร์คอีกแห่งของวังเวียงที่บอกเลยว่าต้องมาให้ได้ แต่น่าเสียดายที่วันนี้เราไปถึงเย็นเกินไปถ้ำเลยปิด แต่ไม่ลืมเก็บภาพสวยๆ ด้านนอกมาฝากกัน

…สำหรับการเดินทางไปยังถ้ำจังนั้น จะต้องเดินขึ้นบันได 147 ขั้น เพื่อไปถึงปากถ้ำ ซึ่งระหว่างทางมีความลาดชัน (แนะนำว่าควรเตรียมร่างกายให้พร้อม) ภายในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยจำนวนมากเรียงตัวสวยงาม และเมื่อมองลงมาจากด้านบนของตัวถ้ำจะเห็นวิวของ “แม่น้ำซอง” แม่น้ำสายสำคัญแห่งชีวิตของชาววังเวียงได้อย่างชัดเจน

วังเวียง_Bwarin4วังเวียง_Bwarin5

แน่นอนว่าพอตกเย็นก็ถึงเวลาอีกมื้อสำคัญ พวกเราตกลงกันว่าจะกินหมูกระทะ ซึ่งคำว่าหมูกระทะที่วังเวียงจะเรียกว่า “ชินดาด” แต่ดูเหมือนคนที่นี่จะไม่ค่อยอินเท่าไรเลยหาร้านค่อนข้างยาก แถมราคาก็แพงกว่าบ้านเราเยอะเพราะไม่ใช่บุฟเฟ่ต์แต่จะมาเป็นชุดๆ เลยเปลี่ยนใจไปฝากท้องที่ร้านส้มตำแทน ที่วังเวียงมีร้านส้มตำเยอะมากๆ อยากเข้าร้านไหนสามารถเข้าได้เลย ราคาก็ถูกมากๆ แถมแต่ละจานก็มาแบบพูนๆ (ต้องมีสติในการสั่งนิดหนึ่งเดี๋ยวจะกินไม่หมด) มื้อเย็นผ่านไปอีก 1 วัน บวกกับความเพลียเล็กๆ จากการเล่นน้ำแบบเอาเป็นเอาตายที่บลู ลากูน เลยเข้าที่พักห้องใครห้องมันเพื่อพักร่างเซฟแรงไว้ไปลุยต่อพรุ่งนี้ 

วังเวียง_Bwarin6

DAY : 3 

หลังเช็คเอ้าท์จากจำปาลาวเราเช่ารถเที่ยววังเวียงต่ออีก 1 วัน นานาโฮสเทล คือที่พักที่เราเลือกที่จะเช็คอินในคืนนี้ ลุยมา 2 วัน 2 คืน ขอพักแบบชิลล์ๆ ต่ออีกหน่อย และตกลงกันว่าคืนนี้ต้องปาร์ตี้! โชคดีที่โรงแรมมีปาร์ตี้ริมสระ เหมือนเป็นอีเว้นต์ที่จัดเป็นประจำเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เราเลยออกมาแจมเล็กๆ พอเป็นพิธี ตกเย็นไปฝากท้องที่ร้านอาหารริมน้ำ บอกเลยว่าที่นี่บรรยากาศดีมากๆ 

มีมื้อเย็นรองท้องแล้ว ขอถือโอกาสปิดทริปวังเวียงแบบปลดปล่อยที่ บาร์ซากุระ เรียกว่าถ้าไม่ได้ไปปาร์ตี้ที่นี่คงกลับไทยด้วยความรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปแน่ๆ เพราะเป็นบาร์ยอดฮิตในวังเวียงเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวในร้านมีทั้งฝรั่งและเกาหลีซะส่วนใหญ่ ร้านนี้แบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกคือ EDM มีฟลอร์ให้เต้นกลางร้านเลย ส่วนอีกพาร์ทคือโซนเอ้าท์ดอร์ ใครสายชิลล์แนะนำโซนนี้เลย

สิ่งที่น่าจดจำและประทับใจมากๆ สำหรับวังเวียงก็คือ นักท่องเที่ยวที่นี่มีความรับผิดชอบต่อสถานที่และเมืองมาก เที่ยวสุด แต่ก็รักษาความสะอาดเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนต่างช่วยกัน ไม่ได้คิดว่าเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

การเที่ยวแบบไร้แพลนทริปสั้นๆ เวลา 3 วัน 2 คืน ในวังเวียง ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง ออกไปใช้ชีวิตดูสักครั้งถึงจะรู้ ไปคนเดียวก็จะชิลล์หน่อย ไปกันเป็นแก๊งค์ก็สนุกได้รสชาติไปอีกแบบ ไปเถอะเราแนะนำ ถ้าไม่ไปแล้วจะมาบ่นเสียใจทีหลังแน่นอน พูดเลย!